
"หลักเมืองสุรินทร"์ สถานที่สำคัญที่จะกล่าวถึงเป็นแห่งแรกเป็นที่ ๆ ชาวสุรินทร์ ถือเป็น สถานที่สำคัญ คู่บ้าน คู่เมือง อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางตะวันตก ราว 500 เมตร เดิมเป็นเพียงศาลไม่มีเสาหลักเมือง มีมานานกว่าร้อยปี เมื่อปี พ.ศ. 2511 กรมศิลปากรออกแบบสร้างศาลหลักเมืองใหม่เสาหลักเมืองเป็นไม้ ชัยพฤกษ์ได้มาจากนายประสิทธิ์ มณีกาญจน์ อำเภอไทยโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเสาไม้สูง 3 เมตร วัดโดยรอบเสาได้ 1 เมตร ทำพิธียกเสาหลักเมือง และ สมโภชเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2517
อนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม)
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้สร้างเมืองคนแรก ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอย่าง ยิ่งในประวัติศาสตร์ ของ เมือง สุรินทร์ อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่ที่ทางเข้าเมืองสุรินทร์ ทางด้าน ใต้ตรงหลักกิโลเมตรที่ 0 ถนนสุรินทร์-ปราสาท เป็น บริเวณที่ เคยเป็นกำแพงเมืองชั้น ในของตัวเมืองสุรินทร์ อนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อทองเหลืองรมดำ สูง 2.2 เมตร มือขวาถือ ที่ของ้าว อันเป็นการแสดงถึงความเก่งกล้าสามารถ ของท่านในการบังคับช้างศึก และเป็น เครื่องแสดงว่าสุรินทร์ เป็นเมือง ช้าง มาแต่ดึกดำบรรพ์ รูปปั้นสะพายดาบคู่ อยู่บนหลังอัน หมายถึงความเป็นนักรบ ความกล้าหาญ อันเป็น คุณสมบัติ ที่ตก ทอดเป็นมรดกของคน สุรินทร์ในปัจจุบัน จังหวัดสุรินทร์ได้ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์แห่งนี้ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2528
ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสุรินทร์นับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัดสุรินทร์ อีกรูปแบบ หนึ่ง อากาศดี และมีทิวทัศน์ที่งดงามมากในยามอาทิตย์อัสดง

ห้วยเสนง
เกาะเสด็จประพาส
หลวงพ่อพระชีว์วัดบูรพาราม
วัดบูรพารามนี้เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี หรือสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีอายุ ประมาณ 200 ปีเท่า ๆ กับอายุเมืองสุรินทร์ สร้างโดยพระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) กรมการศาสนา ได้ ยกขึ้นเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. 2511 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ยกวัดบูรพารามขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก ประดิษฐาน ณ วัดบูรพาราม ถ.กรุงศรีใน ต.ในเมือง อ.เมือง ใกล้กับศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ หลวงพ่อพระชีว์หรือหลวงพ่อประจีองค์นี้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด คาดว่าสร้างขึ้น มาพร้อมกับวัดบูรพารามนับเป็นปูชนียวัตถุที่ชาวสุรินทร์เคารพบูชา ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเมืองสุรินทร์







อ่างน้ำตา
เป็นอ่างเก็บน้ำของโครงการชลประทาน อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางถนนสุรินทร์ - ปราสาท (ทางหลวงหมาย เลข 214) ประมาณ 5 กิโลเมตร (บริเวณหลัก กม.ที่ 5-6) แยกซ้ายมือไปทางถนนริมคลองชลประทาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ห้วยเสนงเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีสันเขื่อนสูง สันเขื่อนเป็นถนนราดยาง เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของ ชาวเมืองสุรินทร์ ภายในที่ทำการชลประทานมีพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชนนี และมีที่พักให้นักท่องเที่ยว ที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ หัวหน้าโครงการชลประทาน จังหวัดสุรินทร์ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง อ.เมือง จ.สุรินทร์ โทร. 511966


อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 22 กิโลเมตร ถนนราดยางสายสุรินทร์ - ปราสาท (ทางหลวงหมายเลข 214) ระยะทาง 14 กิโลเมตร และเป็นถนนผวจราจรลูกรังอีกประมาณ 6 กิโลเมร อยู่ในท้องที่ตำบลนาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นภูเขาเตี้ย ๆ มียอดเขาอยู่ 3 ยอด ยอดที่ 1 มีชื่อว่า ยอดเขาชาย (พนมเปราะ) สูง 210 เมตร เป็นที่ ตั้งของวัดพนมสวาย มีบันไดก่ออิฐถือปูนขึ้นถึงวัดมีสระน้ำกว้างใหญ่และร่มรื่นด้วยต้นไม้เป็นที่ประดิษฐาน พระ- พุทธสุรินทรมงคลปางประทานพร ภปร. ยอดที่ 2 มีชื่อว่า ยอดเขาหญิง (พนมสรัย) สูงระดับ 228 เมตร ทางวัดได้ จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานไว้ ยอดที่ 3 มีชื่อว่า เขาคอก (พนม กรอล) พุทธสมาคมจังหวัด สุรินทร์ได้จัดสร้างศาลาอัฎฐะมุข เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อที่จะได้ ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง จากยอดเขาชายมาประดิษฐานไว้ในศาลา โดยเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2524 และสำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2525 ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเป็นวนอุทยาน แล้วก็ บรรพบุรุษชาวสุรินทร์ ถือว่าเป็นสถานที่แสวงบุญโดยการเดินทางไปขึ้นยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งได้เป็น วันหยุด งานตามประเพณีของชาวจังหวัดสุรินทร์มาแต่โบราณกาล
วนอุทยานพนมสวาย
ปราสาทเมืองที
ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลเมืองที ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองทางทิศตะวันออกประมาณ 16 กิโลเมตร ตามเส้นทางสาย สุรินทร์-ศีขรภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 226) จนถึงบ้านโคกลำดวน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าวัดจอมสุทธาวาส ปราสาทตั้งอยู่ ภายในวัดทางด้านซ้ายมือ ปราสาทเมืองทีเป็นปราสาทแบบเขมรแห่งหนึ่งที่ได้รับการดัดแปลง ซึ่งโดยในสมัยหลัง เช่นเดียวกับปราสาทศีขรภูมิ อ.ศีขรภูมิ ปราสาทก่อด้วยอิฐ ฉาบปูน มี 5 หลัง ปัจจุบันหักเหลือเพียง 3 หลัง คือ หลังกลาง หลังที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปรางค์บริวารที่เหลือ 2 องค์นั้น ซึ่งมีขนาดและลักษณะเดียวกัน ทรงสอบมี 3 ชั้น ตัวเรือนธาตุแต่เดิมมีประตู มากก่อทับในสมัยหลังเช่นเดียวกับปรางค์หลังกลาง มีปรางค์ มุม ทั้งสี่ ตามความเชื่อในลัทธิศาสนาพราหมณ์ แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่อาจบอกได้ ด้วยไม่พบจารึกหรือ ลวดลายทางศิลปะ ที่สามารถเปรียบเทียบได้


หมู่บ้านทอผ้าไหมเขวาสินรินทร์
อยู่ที่ตำบลเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในด้านการทอผ้าไหมไทยพื้นเมือง และ การผลิตลูกประคำเงินลูกประคำทอง ที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน ซึ่งเรียกกันว่า ลูกปะเกือม นำมาใช้เป็นเครื่อง ประดับของสุภาพสตรีที่สวยงามชนิดหนึ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมการทอผ้าไหม การสาวไหมและซื้อสินค้า พื้นเมือง ที่ผลิตขึ้นเองในราคาถูก
หมู่บ้านเขวาสินรินทร์
ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอเมืองสุรินทร์มีถนนราดยาง รพช.เข้าถึงหมู่บ้าน ซึ่งแยกจากถนนสายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด (ทางหลวงหมายเลข 214) ประมาณกิโลเมตรที่ 14 แยกขวามือเข้าทางลูกรังอีกประมาณ 2 กิโลเมตร
หมู่บ้านจันรม ต.ตาอ็อง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอเมือง ตามถนนสาย สุรินทร์-สังขะ (ทางหลวงหมายเลข 2077) ประมาณกิโลเมตรที่ 12 ที่หมู่บ้านจันรมนี้มีการปลูกหม่อน และเลี้ยงไหมกันเองแล้ว นำมาทอเป็น ผ้าไหมที่ ลวดลาย และสีแบบโบราณซึ่งเป็นผ้าที่สวยงามมาก
หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านรม
ปราสาทบ้านไพล
ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 22 กิโลเมตร ก่อนถึงที่ว่า การ อำเภอปราสาท 6 กิโลเมตร แยกขวาไปตามถนนราดยางอีก 3 กิโลเมตร ตัวปราสาทมีลักษณะเป็นรปางค์ 3 องค์ สร้างด้วยอิฐขัดตั้งเรียงเป็นแนวเดียวกัน มีคูน้ำล้อมรอบยกเว้นทางเข้าด้านทิศตะวันออก แม้ว่าศิวลึงค์และทับหลัง บางส่วนจะหายไป แต่จากเศษทับหลังที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย ทำให้ทราบว่า ปราสาทหลัง นี้คงสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16
ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 4 กิโลเมตร ตามถนนสายสุรินทร์-ปราสาท-ช่องจอม มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีก 900 เมตร ตรงกิโลเมตรที่ 34-35 ปราสาทบ้านพลวงดได้รับการขุดแต่งบูรณะ เมื่อปีพ.ศ. 2515 โดยวิธีอนัสติโลซิ คือก ารรื้อตัวปราสาทลง เสริม ปราสาทหินองค์นี้คล้ายกับปรางค์น้อยบนเขาพนม รุ้ง ลวดเป็นลักษณะศิลปะของขอม แบบปาปวน กำหนดอายุได้ว่าอยู่ในรายพุทธศตวรรษที่ 16-17 จากลักษณะของ ฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทางด้านข้างขององค์ปรางค์เหลืออยู่มาก ทำให้สันนิษฐานว่า แผนผังที่ แท้ จริงของปราสาทแห่งนี้น่าจะประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ สร้างเรียงกัน แต่อาจจะยังไม่เสร็จตามผังหรืออาจถูกรื้อออก ไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นไปได้ ปราสาทหินบ้านพลวง เปิดให้ชมทุกวัน ระหว่างเวลา 07.30-18.00 น. ค่าเข้าชมของ คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ คนละ 30 บาท




ตั้งอยู่ที่บ้านด่านพัฒนา ม.1 และ ม. 14 ต.ด่าน อ.กาบเชิง ห่างจากสุรินทร์ 69 กม. ห่างจากอำเภอกาบเชิง 13 กม. บนถนนสายสุรินทร์ - ช่องจอม เป็นเส้นทางข้ามแดนที่ใหญ่และสะดวกที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ ที่จะไป ยังประเทศ กัมพูชา ทำให้มีการติดต่อสัญจรไป-มา และการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันมาเป็นเวลาช้านาน และเป็นที่มาของ แนวความคิดในการเปิดจุดผ่านแดน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ในระยะแรกมีเฉพาะตลาดสวน ที่อยู่ใกล้แนวชายแดน ซึ่งเรียกว่า "ตลาดเก่า" ต่อมามีบริษัทบ้านด่านพัฒนา จำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้า ไปทำ ประโยชน์ใน พื้นที่ป่าห่างจากบริเวณตลาดเก่าไปทางทิศเหนือประมาณ 1.5 กม. ตลาดช่องจอมเปิดทำการค้าขาย และสัญจรไปมา เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น. ประเภทสินค้าเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และ สิ่งประดิษฐ์กรรมจากไม้ (เสียภาษีศุลกากรตามกฎหมาย)

ตั้งอยู่ที่ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ ห่างจากอำเภอเมืองสุรินทร์ 34 กิโลเมตร ประสาทประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ที่มุมทั้งสี่สร้างบนฐานเดียวกัน ก่อด้วยหินทรายและก่อ ศิลาแลง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียว จากลวดที่เสา และทับหลังของปรางค์ประธานและปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์ มีลักษณะปนกันระหว่างรูปแบบศิลปะขอมแบบปาปวน (พ.ศ. 1550-1650) และแบบนครวัด (พ.ศ. 1650-1700) จึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นในราวกลาง พุทธศตวรรษที่ 17 หรือต้นสมัยนครวัด โดยสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และคงถูดดัดแปลงให้ เป็นวัดในพุทธศาสนาตามที่มีหลักฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย

ตั้งอยู่ที่บ้านภูมิโปน ตำบลดม อำเภอสังขะ ในการเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2077 (สุรินทร์ - สังขะ ระยะทาง 49 กิโลเมตร จะถึงทางแยกอำเภอสังขะทางหลวงหมายเลข 2124 ตรงต่อไปจนถึงชุมชนบ้านภูมิโปน ระยะทางอีก 10 กิโลเมตร ก็จะเห็นปราสาทตั้งอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ ประาสาทภูมิโปน ประกอบด้วยโบราณสถาน 4 หลัง คือ ปราสาทก่ออิฐ 3 หลัง และศิลาแลง 1 หลัง มีอายุการก่อสร้างอย่งน้อย 2 สมัย ปราสาทก่อด้วยอิฐหลังใหญ่ และหลังทางทิสเหนือสุด นับเป็นปราสาทแบบศิลปะขอม ที่มีอายุเก่าที่สุดในประเทศไทยคือราวพุทธศตวรรษที่ 13 ปราสาทคงจะสร้างขึ้นเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ไศวนิกายเช่นเดียวกับศานสถานอื่น ๆ ในรุ่นเดียวกัน แม้ จะไม่พบรูปเคารพซึ่งควรจะเป็นศิวลึงค์อยู่ภายในองค์ปรางค์ แต่ที่ปรางค์องค์ใหญ่ยังมี ท่อโสมสูตร คือ ท่อน้ำ มนต์ ที่ต่อออกจากแท่นฐานรูปเคารพในองค์กลางติดอยู่ที่ผนังในระดับพื้นห้อง


ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลจอมพระ ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 26 กิโลเมตร ตามทางหลวงทางแยก ขวามือเข้า วัดป่า ปราสาทจอมพระอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ตัวปราสาทตั้งอยู่ภายในวัด ปราสาทจอมพระมีลักษณะของสิ่งก่อสร้างที่เรา เรียกว่า อโรคยศาล มีโครงสร้างที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก อาคารต่าง ๆ ก่อด้วยศิลาแลง และใช้หินทรายประกอบ หันหน้า ไปทางทิศตะวันออกมีส่วนประกอบหลัก 4 ส่วน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะแบบอโรคยศาลดังที่พบในที่อื่น ๆ คือ ปรางค์ ประธานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขหน้า บรรณาลัยหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ทางด้านหน้ามีกำแพงล้อมรอบ พร้อมซุ้มประตูรูปกากบาท และสระน้ำนอกกำแพง โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 1 เศียร และรูปพระวัชรสัตว์ 1 องค์ เช่นเดียวกับที่พบที่อโรคยศาลในอำเภอพิมาย และที่พระปรางค์วัดกู่แก้ว ซึ่งปัจจุบันทางวัดได้จัดบริเวณไว้ให้ดูร่มรื่นสะอาดตา

ตั้งอยู่ที่ ม.ที่ 9 และ 13
บ้านตากลาง อ.กระโพ อ.ท่าตูม อยู่ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ ไปทางทิศเหนือ ตามเส้นทาง
หลวง หมายเลข 214 ก่อนถึงอำเภอท่าตูม จะมีทางแยกเข้าตรงหลักกิโลเมตรที่ 36
เข้าปากทางบ้านกระโพ ตรงเข้าไปตาม ถนนราดยางอีกประมาณ 22 กิโลเมตร
ก็จะถึงเขตหมู่บ้าน พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตนี้จะเป็นที่นาและป่าละเมาะสลับกับ
โปร่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรณณนานาชนิด บริเวณนี้จึงเหมาะสม
กับการเลี้ยงช้างอย่างที่สุด ชาวบ้านตากลาง ดั้งเดิมเป็นชาวส่วย หรือ กูย หรือกวย
ที่มีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้างส่วนมากต้อง
เดินทางไปคล้องช้างบริเวณชายแดนต่อเขตประเทศกัมพูชาประชาธิไตย ปัจจุบันสภาวะการเมือ
งระหว่างประเทศ ทำให้ชาวบ้านตากลางไม่สามารถไปคล้องช้างเช่นแต่ก่อนได้
แต่ชาวบ้านตากลางยังคงเลี้ยงช้าง และฝึกช้างเพื่อไป
ร่วมแสดงในงานช้างของจังหวัดทุกปี
การเลี้ยงช้างของชาวบ้านตากลางไม่เหมือนการเลี้ยงช้าง ของชาวภาคเหนือ
ที่เลี้ยงไว้ใช้งานชาวบ้านตากลาง เลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อนนอร่วมชายค้าเดียวกับตน
ดังนั้นถ้าท่านได้ไปที่บ้านตากลาง
นอกจากจะได้เห็นสภาพโรงช้างดังกล่าวแล้ว
ยังจะได้สัมผัสการดำรงชีวิตของชาวส่วยพร้อมทั้งจะได้พบปะพูดคุยกับหมอช้างที่มีประสบการณ์ในการคล้องช้าง
มาแล้วหลายครั้งได้ตลอดเวลา
และยังสามารถ้าเดินทางชมจุด บริเวณที่แม่น้ำชี และแม่น้ำมูลไหลมาร่วมกัน
ซึ่งห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตร มีทัศนียภาพที่งดงามน่า พักผ่อน หย่อนใจ
ปัจจุบันมมีช้างอยู่ประมาณ 180 เชือก
นอกจากนี้ทางจังหวัดยังได้จัดสร้างพิพิทธภัณฑ์ช้าง ขึ้นในหมู่บ้าน ด้วย
โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเก็บ
รวบรวมประวัติ ความเป็น มาเกี่ยวกับช้าง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการคล้องช้าง
และให้ความรู้ในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับช้าง และมีการแสดงช้าง
ให้ชมเป็นประจำทุกวันเสาร์ วันละ 1 รอบ เวลา 09.30-11.00 น.
ที่บริเวณลานแสดงของศูนย์คชศึกษา อัตราค่า ชมคนละ 50 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท


เดิมขึ้นอยู่กับอำเภอรัตนบุรี ได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ เมื่อวันที่ 7 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหลวง ลักษณะภูมิศาสตร์แบ่งการปกครองเป็น 5 อำเภอ

แต่เดิมเรียกว่า บ้านกุดหวาย หรือเมืองตา ได้รัการยกฐานะเป็นเมืองในพ.ศ. 2302 รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ ซึ่งถูกเรียกว่าเมืองรัตนบุรี ที่ว่าการอำเภอรัตนบุรี ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 12 ตำบลรัตนบุรี ลักษณะภูมิประเทศ ตั้งอยู่ที่ราบสูง ตอนเหนือจดลำน้ำมูล ตอนกลางเป็นที่ราบลุ่มตอนใต้ค่อนข้างสูง พื้นที่ส่วนมากเป็นทรา มีการแบ่งการปกครองเป็น 11 ตำบล ลำน้ำมีความสำคัญ ห้วยแก้ว ห้วยทับทัน แม่น้ำมูล ห้วยไผ่ ห้วยกู่ ห้วยจริง



เดิมขึ้นอยู่กับอำเภอสังขะ ได้รับการยกฐานะ เป็นกิ่งอำเภอเมื่อ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ว่าการอำเภอ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลศรีณรงค์

