Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web



26 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2544 ณ สนามศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์
 
ความเป็นมาของวันข้าวหอมมะลิไทย

              เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ ใช้พื้นที่ประมาณ 3.1 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 86 ของพื้นที่การเกษตร เป็นพื้นที่การเกษตร เป็นพื้นที่ททำนา ผลผลิตรวมต่อปี ประมาณ 900,000 -1.3 ล้านตันต่อปี ข้าวหอมมะลิเป็นพืชหลัก/เป็นสินค้าส่งออกและเป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญของจังหวัดสุรินทร์ เอกลักษณ์สำคัญของข้างหอมมะลิ สุรินทร์ ซึ่งป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งชาวไทย-และต่างประเทศ คือ หอม ขาว ยาวนุ่ม สุรินทร์ถือเป็นแหล่งผลิคข้าวหอมมะลิคุณภาพดีและมีประมาณมากที่สุดในประเทศ คือประมาณร้อยละ 26 ของผลผลิตประเทศ
               ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการรักษาเอกลักษณ์ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตของข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ตลอดจนเพื่อเป็นการสนองตอบนโยบายผุ้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ที่ประกาศ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ในการที่จะทำให้จังหวัดสุรินทร์ เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมีและสารพิษ ภายในปี 2549 จังหวัดสุรินทร์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ จึงได้ริเริ่มจัดงานวันข้าวหอมมะลิไทยขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 - 18 พฤษภาคม 2543 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ผลการจัดงาน ครั้งแรกสามารถเผยแพร่ชื่อเสียงและเอกลักษณ์ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ได้เป็นที่ปรากฏ
               และในปีนี้ จังหวัดสุรินทร์และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์จึงกำหนดจัดงานวันข้าวหอมมะลิไทย ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 26 - 4 กุมภาพันธ์ 2544 ณ บริเวณสนามกีฬาศรีณรงค์ รวมเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งการจัดงานปีนี้ มีจุดเน้นสำคัญ คือการสร้างเสริมเอกลักษณ์สำคัญของข้างหอมมะลิจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งคุณภาพดี ปลอดสารเคมี และสารพิษ อันเนื่องมาจากกระบวน การรณรงค์ตามนโยบายสุรินทร์เมืองเกษตรอินทรีย์

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเป็นการรักษาและสร้างเสริมเอกลักษณ์ข้ามหอมมะลิไทยและของจังหวัดสุรินทร์
2. เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้รับรู้ ความเข้าใจในเรื่องข้าวหอมมะลิไทยและทราบแนวทางในการผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ การลดต้นทุนการผลิต โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อันจะนำ ไปสู่การดำเนินนโยบาย "สุรินทร์เมืองเกษตรอินทรีย์"
3. เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจทางการเกษตรและการผลิตด้านอื่น ๆ ในท้องถิ่นจังหวัดสุรินทร์
4. เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาด้านการเกษตร
5. เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาหาความรู้จากนิทรรศการด้านการเกษตร
6. เพื่อเป็นการปลูกฝังเด็กและเยาวชนของชาติได้รู้คุณค่าและเข้าใจต่อการเกษตรไทย
7. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรม ผลงานของหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. เอกลักษณ์ข้าวหอมมะลิจังหวัดสุรินทร์ ได้รับการยอมรับจากผุ้บริโภคทั้งในและนอกประเทศ
2. เกษตรกรและประชาชนที่มาร่วมงาน ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องข้าวหอมมะลิไทยและทราบแนงทางการในการผลิตที่มีคุณภาพ
3. ผลิตผลข้าวหอมมะลิของจังหวัดสุรินทร์มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
4. ข้าวหอมมะลิและผลิตผลทางการเกษตรของจังหวัดสุรินทร์มีตลาดรองรับเพิ่มมากขึ้น
5. เกษตรกรและประชาชนเกิดความหวงแหนในการรักษาเอกลักษณ์ข้าวหอมมะลิจังหวัดสุรินทร์และมีการพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น
6. เกษตรกรและประชาชนได้รับความรู้ ความเข้าใจและหันมาดำเนินิการผลิตโดยใช้วิธีการเกษตรธรรมชาติ
7. ส่งเสริมอาชีพธุรกิจทางการเกษตร การเพิ่มรายได้ของประชาชนจังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองมีความเข้มแข็งมากขึ้น
8. เด็กและเยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและรู้คุณค่าการเกษตรไทย
9. ประชาชนโดยทั่วไปได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมและผลงานของทางราชการและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ

ทำไมสุรินทร์ต้องเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์

               จังหวัดสุรินทร์ มีประชากรจำนวน 1,382,274 คน ร้อยละ 92.8 ของประชากรอาศัยอยู่ในชนบท ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว มีรายได้ เฉลี่ยต่อหัวเท่ากับ 20,603 บาท/ปี จัดเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่ำเป็นอันดับที่ 73 ของประเทศ ซึ่งแสดงถึงความยากจนของประชากรในจังหวัดสุรินทร์
               ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากประเทศตะวันตก มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2504 เกษตรกรส่วนใหญ่ของจังหวัดสุรินทร์จึงเปลี่ยน รูปแบบการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เป็นการผลิตแบบพึ่งตนเอง พึ่งพากัน มาเป็นการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวมุ่งการผลิตเชิงพาณิชย์ มุ่งการผลิตเพื่อตอบสนองการส่งออก โดยมี เป้าหมายเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ผลผลิตมากที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น นำเครื่องจักรกลมาใช้แทนแรงงานคนและสัตว์ มีการใช้ปุ๋ยเคมีเข้ามาแทนปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ใช้ยาปราบศัตรูพืข ยากำจัดวัชพืช ผลที่ตามมาคือ

1. ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
2. คุณภาพของผลผลิตต่ำลง เพราะปนเปื้อนสารพิษ
3. เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น
4. ประเทศขาดดุลการค้า เพราะต้องนำเข้าสารเคมี ปุ๋ย และฮอร์โมนต่าง ๆ เป็นต้น
5. ระบบนิเวศเสื่อมโทรม โดยเฉพาะคุณภาพดินต่ำกว่ามาตรฐาน

               จากปัญหาและสาเหตุดังกล่าว จังหวัดสุรินทร์จึงประกาศนโยบายสุรินทร์เมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ พ.ศ. 2542-2549 เมื่อวันทื่ 5 ธันวาคม 2542 ณ ท่ามกลางพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งการประกาศนโยบายนี้ ก็เพื่อเป็นกรอบในการระดมสรรพกำลังทุกฝ่ายของจังหวัดสุรินทร์ ทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชนในอันที่จะตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง และโครงการเมืองสุขภาพปลอดสารพิษ เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ของกระทรวงมหาดไทย โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1. เพื่อลดต้นุทนการผลิต ในการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น
2. เพื่อให้เกษตรกรผู้ผลิต และผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี
3. เพื่อฟื้นฟูและคืนความสมบูรณ์ให้กับดิน และรักษาสิ่งแวดล้อม
4. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านเศรษฐกิจ
5. เพื่อเตรียมความพร้อมของสินค้าเกษตรในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก

               นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้กำหนดยุทธศาสตร์เมืองเกษตรอินทรีย์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ในแผนพัฒนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ระยะ 5 ปี (2545-2549) ซึ่งโดยศักยภาพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ จะมีส่วนอย่างสำคัญยิ่งต่อความก้าวหน้า-สัมฤทธิ์ผลของโครงการนี้


ข้าวหอมมะลิ

               เป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด และราคาแพงที่สุดของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับตลาดต่างประเทศ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีฐานะดี มีกำลังซื้อสูงปัจจุบันการขยายปริมาณการส่งออกมีลู่ทางแจ่มใสกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ ปริมาณการส่งออกเพิ่มจาก 148,544 ตัน ในปี 2531 เป็น 1,064,159 ตัน ในปี 2536 ประเทศที่เป็นลูกค้าข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา คุณสมบัติที่ส่งให้ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวคุณภาพสูง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคก็คือข้าวเปลือกเรียวยาว ได้ขนาดมาตรฐานข้าวชั้นหนึ่ง เมื่อสีเป็นข้าวสาร จะได้ข้าวเรียว ยาว ขาวใส เป็นเงาแกร่ง และมีท้องไข่น้อย ถ้าเป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวใหม่ ๆ แม้ข้าวสารก็มีกลิ่นหอม เมือหุ้งเป็นข้าวสุกก็จะรสชาติดี ข้าวหอมมะลิจัดเป็นข้าวที่มีอมิโลสต่ำ คือ ประมาณ 12-18% ทำให้ข้าวสุกมีความอ่อนนุ่มนิ่มนวล หอมมะลิ เป็นชื่อที่ผู้บริโภคและผุ้ประกอบการค้าข้าวนิยมเรียกโดยเพี้ยนมากจาก "ขาวดอกมะลิ" และมีชื่อเป็นทางการว่า "ขาวดอกมะลิ 105" ซึ่งมีความหมายว่าข้าวพันธุ์นี้ จัดอยู่ในประเภทข้าวขาว เพราะ ข้าวเปลือกมีสีขาวหรือสีฟาง และมีกลิ่นหอม คล้ายกลิ่นดอกมะลิสำหรับหมายเลข 105 นั้น ได้มาจากขึ้นตอนการปรับปรุงพันธุ์